การเรียนรู้ในวันสุดท้าย อิอิอิอิ

•October 3, 2007 • 3 Comments

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนรู้ในห้องเรียนแห่งนี้ ผมมาถึงห้องเรียนตั้งแต่ 08.00 น มารอเตรียมตัวพีเซ็นต์งาน แต่น้องก็ยังไม่มาก็เลยนั่งเล่นรอ เมื่อถึงการรายงานผมเป็นรายงานคนที่ 2 ต่อจากเอ้ วันนี้ตอนแรกๆก็ไม่ตื่นเต้นเท่าไร เพราะผ่านมาหลายครั้งแล้วและเป็นการรายงานให้เพื่อนๆน้องๆและอาจารย์ที่รู้จักกันเป็นคนฟังก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร และผมมีหน้าที่จะพูดเพียง 3หน้าก็เลยไม่ต้องเตรียมอะไรมาก แต่พอเวลาไปพูดจริงได้จับไมค์แล้วรู้สึกยังไงก็ไม่รึ้ตื่นเต้นไปเลย โดยเฉพราะในช่วงที่รายงานไปได้หน้าหนึ่งแล้วก็ต้องหยุดยิ่งทำให้ความหมั่นใจหดหายหมดเลย ก็เลยลืมในบางหัวข้อที่จะพูดยิ่งตัวผมเองเป็นคนที่พูดเสียงดังอยู่แล้วเวลาพูดใช้ไมค์มันเหมือนมีคนมาพูดแข่งยังไงไม่รู้ทำให้ความรู้สึกต้องพูดแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ก็เป็นการดีครับเพราะผมก็ได้ฝึกในการใช้ไมค์ด้วย หลังจากรายงานเสร็จอาจารญืทั้ง 2ท่านก็ได้ให้คำติชมเพื่อที่จะได้ไปปรับปรุงตัวเอง และให้ทำแบบทดสอบ และได้ทำแบบทดสอบที่ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหนถึงของผมเองก็อยู่ในกลุ่มของทีมผู้นำแต่ยังอยู่ในช่วงต้นๆ ซึ่งก็คงต้องพัฒนาตัวเองไปเรือยๆเพื่อให้พร้อมกับยุคสมัยนี้  ในส่วนตัวผมเองแล้วในการลงเรียนวิชานี้เป็นการตั้งใจลงเรียนเพื่อที่จะได้นำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาตัวผมเองเพราะว่า ตั้งแต่เรียนมายังไม่มีที่ไหนที่ผมทำกิจกรรมมากขนานนี้ ซึ่งมหาลัยได้ให้อะไรดีกับผมมากหมาย ทั้งในเรื่องของความกล้าแสดงออก ฝึกความเป็นผู้นำคน เรียนรู้กับงานกับคน และการเรียนรู้อีกหลายอย่าง วันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้ายผมดีใจมากครับที่ได้ลงเรียนวิชานี้มันทำให้ความคิดของผมพัฒนาขึ้นเยอะเลย ได้เรียนรู้การทำงานในรู้แบบใหม่ กับคนมากหน้าหลายตา ได้เห็นความคิดของหลายๆ ได้เรียนรู้การปรับตัวเองให้เข้ากับการทำงานเป็นทีม กับคนที่เราไม่เคยทำงานมาด้วยเลย และอื่นๆอีกมากหมาย   และดีใจครับที่ได้ร่วมงานกับทุกคน ครับ

ปล.โทษที่ครับวันที่ไปเลี้ยงไม่ได้ไปด้วยเพราะว่ากว่าจะออกมาจากทำธุระก็ 20.30 แล้ว และพอดีมีน้องป่วยต้องเข้าโรงบาลกระทันหันผมก็เลยต้องรีบกลับ (ไส้ติ่งอักเสษต้องผ่าตัดด่วนไปตั้งแต่ 22.30 – 04.30 กับ 5โรงพยาบาล) และอยากฝากเรื่องหนึ่งกับน้องๆถ้ามีโอกาศพูดกับผู้ใหญ่ในเรื่องรักษาพยาบาลนะครับ ผมอยากให้นักศึกษามอ เรามีบัตรของโรงบาลที่อยู่ใกล้ๆเพราะเจอในกรณีอย่างผมแล้วลำบากมากตัวผมเองมีบัตร30บาทที่โรงบาลของนวมินทร์2 แต่น้องไม่มี รู้สึกว่ารุ่นผมจะมีกันทุกคน แต่รุ่นหลังๆมาไม่รู้มีหรือเปล่า เพราะเวลาฉุกเฉินมันสำคัญมากครับ ผมต้องพาน้องไปโรงบาลถึง 5 ที่กว่าจะได้ที่ผ่าตัดที่เป็นของรัฐบาล ของเอกชนแพงมากๆ ก็อยากให้นักศึกษาของเรามีบัตรอย่างของผมนี้ไว้หรือบัตรประกันที่ดีๆเพื่อฉุกเฉินขึ้นมาจะได้ไม่ต้องไปหาโรงบาลที่เป็นของรัฐเพราะเขาไม่ค่อยจะสนใจเราเลยในเวลากลางคืน

การเรียนรู้วันที่ 22

•October 3, 2007 • Leave a Comment

วันนี้เป็นการเรียนรู้ใน 2 หัวข้อ คือเรื่องเงินและเรื่องของความเป็นผู้นำ ในช่วงเช้าเราได้วิทยากรจากงานกองคลังของมหาวิทยาลัยคือ อ.ปราณี เป็น ผอ.กองคลัง ซึ่งมาอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการเงิน การเบิกจ่ายเงิน วัสดุ และร่วมถึงจรรยาบรรณของผู้ทำบัญชี ก็ได้เรียนรู้ถึงการเบิกจ่ายเงินซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำโครงงาน เพราะบางทีเราชื่ออะไรร้านที่เราชื้อก็ไม่สามารถออกบิลให้กับเราได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน บางครั้งกู้ต้องใช้เงินตัวเองชื้อ เช่นการชื้อของเล็กๆน้อย ตามตลาดสด ร้านค่าย่อย ซึ่งเราสามารถนำมารวมกันแล้วก็ใช้ใบสำคัญรับเงินแทน และได้รู้ว่าต่อไปนี้ค่าโทรศัพย์ที่เราใช้ในโครงงานสามารถเบิกจ่ายได้ ผมดีใจครับที่ได้ยินเรื่องนี้เพราะบางงานหมดไปกับค่ายโทรนี้เยอะมากๆและเป็นของตังเองด้วย ซึ่งโครงงานที่ผมจะทำขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ต้องใช้โทรศัพย์ในการติดต่อเยอะมากเพราะว่าเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับรุ่นพี่ที่จบไปแล้วต้องติดต่อคุยอยู่บ่อยครั้ง และได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพัสดุในชมรมหรือใช้ในโครงงานต่างที่ เราสามารถแทงจำหน่ายหรือถ่ายโอนให้กับชมรมอื่นได้  และได้ถามถึงเรื่องเครื่องเสียงเกี่ยวกับการออกบิลให้ชมรมอื่นที่มาใช้บริการซึ่งเครื่องเสียงดังกล่าวไม่ได้มาจากเงินที่ได้จากโครงงานแต่เป็นเงินที่พวกผมในชมรมช่วยกันหามา ซึ่งบางครั้งก็เป็นเงินส่วนตัว หรือได้มาจากการรับงานการแสดง ซึ่งชื้อมาเพื่อเอาไว้ซ้อมดนตรี เพราะว่าชมรมผมเป็นด้านศิลปจะชื้อเครื่องเสียงมันก็คงผิดวัตถุประสงค์  แต่ก็ได้ยินข่าวมาแววๆว่าผู้ใหญ่อย่างให้ทำมันให้ถูกต้อง อันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงในส่วนตัวแล้วก็อย่างทำครับ ถ้าจะให้ขึ้นทะเบียนแล้วให้บริการโดยไม่มีค่ายใช้จ่ายอะไรมันก็คงเป็นไปไม่ได้ ก็อย่างที่อะธิบายให้ฟังว่าเครื่องเสียงไม่ได้มาจากเงินของมหาลัย แต่ถ้าจะเอาออกไปจากชมรมแล้งน้องๆจะเอาอะไรซ้อมในการเล่นดนตรี  ก็คงต้องคุยกันอีกที

ส่วนในตอนบ่ายนั้น ก็เป็นการเรียนรู้เรื่องของผู้นำโดย ท่านอ.เพ็ญจันทร์ ในช่วงแรกอาจารย์ได้ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นโดยการให้บอกคนที่เราชื่นชอบความเป็นผู้นำของเขา และได้อธิบายให้ฟังและได้โยงถึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในคุณสมบัติของผู้นำที่ดี และได้เรียนรู้ถึงคำว่าผู้จัดการกับผู้นำมีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งความหมายของ2อย่างนี้มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งแต่ต่างกันอยู่ที่อีกฝ่ายจะสนใจเรื่องของงานอย่างเดียวจะไม่สนใจคนมากนะ แต่อีกฝ่ายจะสนใจทั้งเรื่องของคนและงาน  ถึงมีตารางที่ทดสอบมาให้ดูว่าแต่ละคนตัวเองน่าจะเป็นอย่างไร

การเรียนรู้เรื่องการทำแบบประเมิน

•September 20, 2007 • 2 Comments

วันนี้มีการเรียนรู้เรื่องกาทำแบบประเมิน แต่ในช่างแรกมีการเรียนรู้เรืองของโครงงาน การบริหาร องค์ประกอบต่างๆ วงจรชีวิตของโครงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนที่ทำโครงงานต้องรับรู้และปฎิบัติทุกคน และผู้นำที่ดีก็ควรมองภาพงานทั้งหมดนี้ให้ออก เพราะจะได้นำพาลูกทีมไปในทางเดียวกัน จากนั้นเป็นการเรียนรู้เรื่องการทำแบบประเมิน โดยมีรูปแบบการประเมินแบบ CIPP  โดย

     C: Context Evaluation คือการประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อม
      I: Input Evaluation คือการพิจารณาความเหมาะสม ความเพียงพอของทรัพยากรที่ใช้
      P: Process Evaluation คือการประเมินการปฏิบัติงาน เพื่อหาข้อบกพร่อง แนวทางแก้ไขและพัฒนา
      P: Product Evaluation คือการประเมินผลที่เกิดขึ้นเปรียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

การประเมินเป็นการชี้บกบอกถึงความสำเร็จของโครงงาน ปัญหา และจะเป็นแนวทางแก้ไขให้กับเราได้ ว่าโครงงานที่เราทำนั้น บรรลุเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่เราวางไว้มากน้อยเพียงใด ถ้าเปรียบแล้วก็น่าจะเหมือนกับการเรียน เรียนไปแล้วก็มีการสอบวัดผลแล้วได้ออกมาเป็นเกรด แต่จะต่างก็คือเราการเรียนได้ออกมาเป็นตัวเลขตัวเดียวแต่การทำแบบประเมินเราจะได้รู้ข้อมูลว่าทำไหมได้ผลออกมาอย่างนี้ ควรแก้ไขในส่วนใด บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด ขั้นตอนในการทำแบบประเมินนนั้น เราควรกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบข่ายประเมิน ให้ชัดเจน ว่าเราต้องการประเมินอะไร ที่ไหน เมื่อไร ประเมินใคร 2การพัฒนาและใช้กระบวนการเพื่ออธิบายสิ่งที่ต้องการประเมิณอย่างถูกต้องแม่นยำ และสุดท้าย คือการนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์แล้วแปรออกมาเป็นผลสรุปเพื่อที่จะได้นำไปเขียนรายงานการทำโครงงานต่อไป 

วันที่ 1กันยายน

•September 5, 2007 • Leave a Comment

วันนี้ได้มีอาจารย์พิเศษมาบรรยายคืออาจารย์ขจรศักดิ์ ซึ่งเป็นอัยการพิเศษ ในการบรรยายครั้งนี้เป็นการบรรยายถึงสังคมในปัจจุบันซึ่งต้องการผู้นำที่มีความชื่อสัตย์ มีคุณธรรม อันนี้ผมก็เห็นด้วยครับแต่ผู้นำจะมีเฉพาะความชื่อสัตย์และคุณธรรม สองอย่างไม่พอครับต้องมีความสามารถในการบริหารงานและนำพาประเทศพัฒนาขึ้นไปและต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ เพราะเศษฐกิจทุกวันนี้แย่มากๆเลย และได้ความรู้มากขึ้นในการพิจารณาแต่ละคดีถึงในการพิจารณาแต่ละครั้ง เราจะต้องพึ่งทั้งทางกฎหมายโดยตรงและต้องดูที่สถานะการด้วยดังเช่นตัวอย่างที่อาจารย์ยกตัวอย่างให้ดูสามตัวอย่างคือ ผิดกฎหมายแต่ไม่ผิดคุณธรรม  ไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดที่คุณธรรม และผิดทั้งกฎหมายและผิดทั้งคุณธรรม  ชึ่งเป็นสิ่งที่ฟังแล้วรู้สึกว่าการตัดสินไม่ได้ว่าตามกฎหมายเสมอไป ถ้าคนที่ทำผิดรู้จักว่าตัวเองผิดและยอมรับความผิดก็น่าจะให้อภัยกันได้  และก็ได้คุยกันถึงเรื่องคดีฆ่าตัดตอน ซึ่งอาจารย์ได้ถามถึงความคิดเห็นของผมและผมกได้ตอบไปว่า ก็ดีแต่ต้องทำกันให้รอบครอบคนบริสุทธ์ต้องไม่โดยไปด้วย ซึ่งบ้างทีกฎหมายไม่สามารถเอาความผิดของคนที่ทำความผิดได้เพราะตัวเขาเองไม่ได้ทำเองเขาให้ลูกน้องเขาเป็นทำ  คงหาวิธีการที่จะเอาผิดได้ยาก จากนั้นก็ได้คุยกันถึงเรื่อง การที่EU จะเข้ามาสังเกตุการณ์ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ส่วนตัวผมแล้วมีความคิดที่ว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะทุกวันนี้สถานะการบ้านเราไม่มีใครเชื่อกันเลย เห็นได้จากการลงประชามติในครั้งที่ผ่านมาถ้ามีคนกลางเข้ามาร่วมสังเกตุก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อคนที่อยู่ในประเทศเองและคนที่อยู่นอกประเทศ แต่คงให้เข้ามาได้เฉพาะสถานะการแบบนี้เท่านั้นเพราะถ้าเข้ามาบ่อยก็จะเป็นแบบที่หลายคนให้ความคิดที่ว่าบ้านเราทำไมต้องให้คนอื่นเข้ามาด้วย และ ผมก็ได้ถามถึงเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่ง ลดอำนาจผู้บริหารลงและเพิ่มสิทธิมนุษยชน และได้ถามว่าจะมีปัญหาในการบริหารงานของผู้นำในอนาคตหรือไม่ และอาจารย์ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะดีไม่ดีมันอยู่ที่คนใช้ถ้าคนใช้ในทางที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนใช้ไม่มีมันก็เป็นอะไรที่เลวร้าย  ในส่วนของความคิดผมเองแล้วมีความคิดเห็นที่ว่า เห็นด้วยกับอาจารย์ แต่ผมก็ก็มีความคิดที่ว่าถ้าอำนาจน้อยแล้วแต่มีคนที่ไม่ดีเวลาทำอะไรผิดก็อางแต่สิทธิตัวเอง  ซึ่งมีตามกฎหมายแล้วมันก็เป็นการทำงานในเชิงปฎิบัติได้ยากที่จะควบคุมบุคคลเหล่านี้  เสียดายมากๆเลยครับที่เวลาในวันนั้นมีน้อยเพราะผมมีคำถามเยอะที่จะถามอาจารย์ อยากให้มีการบรรยายแบบนี้ครับเพราะรู้สึกว่าเป็นกันเองกล้าที่จะถามและยิ่งถ้าบรรยายในเรื่องการเมืองกับกฎหมายแล้วผมก็ยิ่งมีความสนใจมากๆๆ

แจ้งห้องประชุม

•September 3, 2007 • Leave a Comment

วันอังคารใช้ห้องที่ห้องสมุด ห้อง 14 ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 18.00 -21.00 ส่วนวันพฤหัสจะแจ้งอีกที่นะครับ

แจ้งห้องประชุม

•August 28, 2007 • Leave a Comment

ประชุมที่ห้องCB1406 เวลา 17.30-20.20 เด้อ มาให้ตรงเวลานะครับเวลามีจำกัด

แจ้งเรื่องห้องประชุม ประชุมวันอังคารที่ 21

•August 17, 2007 • Leave a Comment

ห้องประชุม 2 เวลา 18.00 น ประชุมเรื่อง แก้ไขร่างที่2 และพูดคุยเรื่องสิ่งที่เราจะไปดูว่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง ให้ทุกคนไปอ่านในเว็บแล้วนำมาคุยกันในวันนั้นครับ

แจ้งห้องประชุม

•August 15, 2007 • Leave a Comment

วันที่ 16 นี้เป็นเวลา 18.00 – 20.00 นะครับพอดีละครเวทีจองไว้ก่อนนะ ที่ห้องประชุม 1

วันที่ 17 เวลา 17.00 – 20.00 ที่ห้องประชุม 2

ช่วยกันลดปัญหาโลกร้อน

•August 5, 2007 • Leave a Comment

1.การปิดไฟและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งานให้ติดเป็นนิสัย ก่อนจะออกไปทำธุระที่กินเวลาค่อนข้างนานข้างนอก แม้แต่ช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน หรือช่วงพักเบรคเพื่อให้สมองปลอดโปร่งก่อนกลับมาลุยงานต่อ ถ้าพนักงาน 10 ล้านคนปิดไฟที่ไม่ใช้วันละ 30 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับเก็บพลังงานดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่สำนักงานแห่งอื่นๆ อีกตั้ง 50 ล้านตารางฟุต

          2. หลายคนอาจเคยได้รับจดหมายหรือแคตตาลอกขายสินค้า เพราะบังเอิญว่าไปสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตการ์ด หรือบัตรส่วนลดช็อปปิ้ง รู้หรือไม่ว่ามีการทำสำรวจจากหลายสถาบันระบุว่าครึ่งหนึ่งของจดหมายขยะมักไม่ถูกเปิดอ่านเลย นั่นหมายความว่าต้นไม้ 62 ล้านต้นและน้ำอีก 28 พันล้านแกลลอนต้องสูญเปล่าไปกับกระบวนการผลิตกระดาษที่สูญเปล่าทางที่ดีก่อนที่นำจดหมายขยะไปทิ้งเหมือนทุกครั้ง อย่าลืมโทรแจ้งกับบริษัทต้นทางที่ส่งจดหมายแล้วบอกว่าคุณไม่ต้องการจะรับจดหมายนี้อีกแล้ว และให้เหตุผลเก๋ๆ ไปว่าเพราะต้องการ “ลดปัญหาโลกร้อน” หรือถ้าอยากจะส่งก็ส่งมาทางอีเมล์แล้วกัน

          3.กดปุ่มปิดหน้าจอมอนิเตอร์หรือจอคอมพิวเตอร์ หรือปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน ส่วนความคิดที่ว่าการใช้ภาพเคลื่อนไหว 3 มิติมาช่วยรักษาหน้าจอขณะไม่ใช้งานนั้นไม่ได้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่าไร เพราะภาพกราฟิกที่ใช้พักหน้าจอหรือสกรีนเซฟเวอร์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าช่วยยืดอายุการใช้งานของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้นานขึ้นเท่านั้น เอาไว้ถ้าไปไหนสัก 5 -10 นาทีแล้วจะกลับมาทำงานต่อค่อยใช้ฟังก์ชั่นดังว่าแล้วกัน

          4.ใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปจะประหยัดพลังงานกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป

          5.หันมาใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ อันนี้ขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละคน เดินขึ้นลงบันไดชั้นสองชั้นก็น่าจะเพียงพอ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานยังได้บริหารร่างกายไปด้วย

          6.เอกสารภายในสำนักงาน พวกจดหมายเวียนหรือเมโมที่ไม่ค่อยเป็นทางการนัก หากจำเป็นปรินต์ก็อย่าลืมใช้กระดาษรียูส (Reuse) และเปลี่ยนโหมดปริ้นเตอร์ให้เป็นแบบขาวดำ ไม่ใช่ว่าเน้นนโยบายประหยัด (ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีนะจะว่าไปแล้ว) แต่การที่ปริ้นเอกสารโดยใช้หมึกขาวดำจะช่วยลดการใช้น้ำยาปรับสี ส่วนกรณีที่จะปริ้นเอกสารหลายเหมือนๆ กัน ก็เลือกใช้กระดาษที่มีสำเนา

          7. ถ้าต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าออฟฟิศ เลือกชิ้นที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

          8.บางครั้งการทำงานนอกออฟฟิศ หรือบางอาชีพ เช่นนักเขียนที่บางวันไม่จำเป็นต้องเข้าที่ทำงาน แต่สามารถนั่งทำงานอยู่ในบ้านได้ก็จะช่วยลดการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการใช้เครื่องมือสื่อสารเช่นโทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องแจ้งกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานโดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าออฟฟิศ ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้เหมือนกัน หรือใครมุ่งมั่นสุดๆ อาจไม่ขับรถมาทำงานในบางวัน แล้วลองหันไปนั่งรถโดยสารสาธารณะ หรือรถไฟใดดิน, รถไฟฟ้า ก็จะลดปัญหาโลกร้อนได้อีกวิธีหนึ่ง

          9.แนวคิดนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ยังใช้ได้อยู่ ในปีหนึ่งๆ ชาวอเมริกันมีขยะกระดาษมากถึง 35 ล้านตัน พวกเขาจึงคิดใช้ประโยชน์จากขยะกระดาษด้วยการนำไปผลิตกระดาษนำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการก่อมลภาวะทางอากาศได้ถึงร้อยละ 74 แถมยังลดการตัดไม้ทำลายป่าด้วย

          10. เวลาเลือกซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ควรตรวจดูว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ ผลิตจากวัสดุใช้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าของชิ้นนั้นมีวัสดุที่ใช้แล้วมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ซื้อสินค้าที่โรงงานผลิตต้องนำวัสดุใหม่มาเป็นส่วนประกอบเลย รวมถึงการเลือกซื้อกระดาษที่ไม่ได้ใช้สารคลอรีนฟอกก็จะช่วยลดการก่อมลภาวะได้มากกว่ากระดาษทั่วไป

          11.บางออฟฟิศมีแก้วกระดาษเล็กๆ สำหรับผู้รับแขก หรือพนักงาน หากเลี่ยงได้ก็อย่าใช้ ให้นำแก้วส่วนตัวมาจากบ้าน ใช้แล้วล้างก็จะใช้ได้อีกเรื่อยๆ (อย่าลืมว่ากระดาษผลิตมาจากต้นไม้ที่สร้างความร่มเย็นแก่โลก) หรืออย่างที่เมืองนอก ในร้านกาแฟสตาร์บั้ค เขาก็มีนโยบายการนำแก้วกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดค่ากาแฟให้ถูกลงด้วย

          12.ทำงานโดยอาศัยแสงธรรมชาติบ้าง (ถ้าจุดที่คุณทำงานมีแสงธรรมชาติส่องถึง)

          13.ข้อนี้ที่สุดของที่สุดเลย แม้ว่าเราจะปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไปแล้วก็ใช้ว่าจะไม่สิ้นเปลืองพลังงาน เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่าง อย่างเช่นสายชาร์จโทรศัพท์มือถือหรือจะเป็นอแด๊พเตอร์สำหรับแล็ปท็อปที่ไม่ถอดปลั๊กออก จะกินไฟมากกว่า 20 วัตต์ การสูญเสียพลังงานแบบไม่ได้ถอดปลั๊กนี้ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากถึง 12 ล้านตันทีเดียว

          รู้อย่างนี้จะอ้างว่าวันๆ ทำงานที่ออฟฟิศ จนไม่มีเวลาออกไปทำกิจกรมปลูกต้นไม้หรือกิจกรรมรณรงค์ลดปัญหาโลกร้อนกับคนอื่นๆ ไม่ได้แล้วนะ

การเรียนรู้วันที่ 21 ก.ค.

•August 2, 2007 • Leave a Comment

ลืมมาอัพครับมัวแต่ยุ่งเรื่องแข่งโปงลางก็เลยลืมเลย

ก่อนอื่นก็ขอพูดถึงการเรียนในวันนั้นก่อนนะครับ วันนั้นผมมีความรู้สึกว่าเป็นวันที่ผมเรียนแล้วตั้งใจเรียนที่สุดเลยเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเรามากและเป็นเรื่องที่ผมมีความสนใจมากเลย อาจารย์ได้อธิบายถึงโครงงานกับโครงงานและการทำหน้าที่ของผู้นำ ชึ่งผมมีความรู้สึกว่าคล้ายกับที่เราทำงานอยู่(งานชมรม)การเป็นผู้นำ ต้องไม่ใช้คนที่ทำงานคนเดียว รู้เกี่ยวกับงานที่เราทำอยู่ทุกด้าน รู้จักทีมงานของเราเป็นอย่างดี ว่าใครน่าจะทำหน้าที่อะไร ที่เขามีความถนัดซึ่งจะทำให้งานออกมาได้ดี และจากนั้นก็มีการเรียนเกี่ยวกับการเขียนโครงงานซึ่งผมที่มาทำกิจกรรมในครั้งแรกไม่เคยรู้จักคำๆนี้เลย แตพอได้เข้ามาทำกิจกรมมก็รู้ว่ามันคืออะไร และยิ่งได้มาเรียนในวันนี้แล้วยิ่งทำให้ผมมีความเข้าใจในกาเขียนโครงงานมากยิ่งขึ้นเพราะที่ผ่านๆมาการเขียนโครงงานส่วนใหญ่ก็จะเอาโครงงานเก่าๆมาแก้ไข ปรับเรื่องงบประมาณให้เข้ากับปัจจุบัน ปรับเรื่องการดำเนินกิจกรรม ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยเข้าอบรมเรื่องการเขียนโครงงาน และมีการประกวดกัน กลุ่มของเราเป็นกลุ่มชนะ เป็นการเริ่มต้นครั้งแรกในการเขียนโครงงาน ในตอนนั้นผมได้ถามอาจารย์ที่มาสอนในการเขียนโครงงานซึ่งเป็นคำถามเดียวที่ผมถามในการเขียนคือ ผมซื้ออะไรได้บ้างในการเขียนโครงงานแต่ละโครงงาน และก็ได้คำตอบออกมาว่า ซื้อได้ทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับโครงงานนั้นๆ เป็นคำตอบที่ผมรู้สึกอยากทำโครงงานขึ้นมาเลยเพราะว่า คงไม่มีใครอยากทำงานให้คนอื่นแล้วตัวเองขาดทุน ถึงแม้ว่าประโยชน์ส่วนใหญ่(ไม่ใช่เรื่องเงิน)จะตกอยู่กับคนทำก็ตาม ผมถือคติอยู่อย่างในการทำงานที่ว่า “ไม่ต้องสนใจว่ากิจกรรมให้อะไรกับเรา แต่ให้เราสนใจว่าเราได้อะไรจากกิจกรรม” ซึ่งในการเรียนรู้ในครั้งนี้เป็นประโยชน์กับผมมากเลยที่จะนำไปแนะนำผู้อื่น และเป็นประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาความเป็นผู้นำของตัวผมเอง

ปล.ผลการแข่งโปงลาง ได้ที่ 4 ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รางวัล 1 ใน 3  แต่สิ่งที่เราได้กลับมาในครั้งนี้ในความรู้สึกของผมแล้วมันได้มากและมีค่ามากกว่ารางวัล ซึ่งถ้าไม่มีงานนี้ไม่รู้ว่าจะได้ประสบการณ์และบทเรียนอย่างนี้หรือเปล่ามันทำให้ผมมีความคิดอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาเกี่ยวกับการทำกิจกรรม ในและนอกกับมหาลัย

http://board.kmutt-esan.net/   ใครอยากดูรูปก็เข้าไปดูได้ครับ แต่คงไม่ค่อยจะมีรูปผมนะครับ(มีแต่รูปที่ไม่น่าลงนะ อิอิ)

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.